Get Adobe Flash player
×

แจ้งให้ทราบ

Folder doesn't exist or doesn't contain any images

สทน.รุดหน้าผลักดันการวิจัยนิวเคลียร์ เพื่อพัฒนางานโบราณคดีของประเทศ

2 พฤษภาคม 2561- สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ตอน “ย้อนอดีต มองอนาคต ด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์” นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการวิจัยนิวเคลียร์ด้านโบราณคดี ณ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา และ วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา

ดร.พรเทพ  นิศามณีพงษ์  ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่องานโบราณคดีในประเทศไทยมีมากว่า20ปี เช่น การตรวจหาอายุวัตถุโบราณโดยคาร์บอน-14 โดย สทน.ได้ส่งเสริม และสนับสนุนงานวิจัยด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2557 กรมศิลปากร และสทน. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อ         ร่วมศึกษา วิจัยและพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ มาใช้สนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า ฟื้นฟูและการอนุรักษ์โบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ของชาติ  ซึ่งโครงการแรก คือ “การศึกษาทองกรุ วัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะเบื้องต้น โดยวิธีการวาวรังสีเอกซ์” งานวิจัยนี้จัดขึ้นเพื่อศึกษาลักษณะเฉพาะของทองโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา จากกรุวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นโบราณสถาน 2 แห่งสำคัญมีการมีการขุดพบเครื่องทองเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นเครื่องทองที่รอดพ้นจากการสูญเสียให้พม่าเมื่อไทยเราเสียกรุงครั้งที่ 2  โดยมี ดร.ศศิพันธุ์  คะวีรัตน์  นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ เป็น หัวหน้าคณะวิจัย ซึ่งช่วยทำให้เราทราบแหล่งที่มาของทอง รูปแบบของเครื่องทอง เพื่อเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ ด้านสังคม วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ในสมัยโบราณได้ การใช้เทคนิคการตรวจวิเคราะห์นี้ ช่วยให้ไม่ต้องทำลายตัวอย่าง และไม่เกิดความเสียหายแก่ทองที่นำมาศึกษา และเทคนิคนี้ยังเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกอีกด้วยการศึกษาวิจัยในครั้งนี้  นักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างทองจากพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จำนวน 12 ชิ้น ประกอบด้วยเครื่องทอง โบราณ 10 ชิ้น และตัวอย่างที่ทำจากวัสดุไม่ใช่ทองอีก 2 ชิ้น  ตัวอย่างทองคำจากแหล่งโบราณคดีทางภาคใต้ 2 ชิ้น และได้นำทองรูปพรรณสมัยปัจจุบัน จำนวน 11 ชิ้น มาวิเคราะห์เปรียบเทียบ ด้วยเครื่องวิเคราะห์การวาวรังสีเอกซ์แบบพกพา (Portable XRF)  ซึ่งมีผลการวิจัยทำให้ทราบแหล่งที่มาของทองโบราณ เป็นข้อมูลทางโบราณคดีใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน อันจะมีประโยชน์ในการจัดทำฐานข้อมูลเครื่องทองโบราณของประเทศ ทำให้เข้าใจรูปแบบเทคโนโลยี การผลิตเครื่องทองสมัยโบราณ และสามารถสืบหาแหล่งที่มาของทองโบราณแล้วความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนได้ สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการจำแนกทองคำโบราณและทองคำ ที่ผลิตในปัจจุบันนี้ได้อีกด้วย นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยากำลังก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เครื่องทองโบราณหลังใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 และจะเป็นพิพิธภัณฑ์หลังแรกในประเทศไทยที่มีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของเครื่องทองโบราณที่ได้จากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ มาตอบโจทย์การวิจัยทางโบราณคดีอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

ช่วงบ่าย ผู้อำนวยการสทน.และคณะวิจัยฯได้นำคณะสื่อมวลชน ล่องเรือชมแหล่งโบราณสถานสำคัญๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ย้อนอดีตความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาและความทรุดโทรมของโบราณสถาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และเป็นที่มาของอีกหนึ่งโครงการ “ศึกษาเบื้องต้นของสาเหตุการเสื่อมสภาพของโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา”   โดยนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี มาวิเคราะห์ปัจจัยจากสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน เพื่อให้สามารถต่อยอดการศึกษาเชิงลึกเพื่อหาแนวทางป้องกันและเพื่อเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป โดยในเบื้องต้นได้ทำการเก็บตัวอย่างอากาศที่บริเวณโบราณสถาน 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณวัดพระราม และวัดไชยวัฒนาราม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำกระดาษกรองมาวิเคราะห์ธาตุโดยการวาวรังสีเอกซ์แบบพกพา (PXRF) เปรียบเทียบกับ WDXRF ผลการวิจัยพบว่ากระดาษกรองจากบริเวณริมแม่น้ำทางทิศตะวันออกของวัดไชยวัฒนาราม มีปริมาณกำมะถันสูง (ซัลเฟอร์) มากกว่าบริเวณอื่นรวมทั้งสูงกว่าบริเวณริมถนนอย่างมีนัยสำคัญ จากการสำรวจพื้นที่โดยรอบในเบื้องต้นเป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำที่มีการจราจรทางน้ำค่อนข้างสูง จึงสันนิษฐานว่าสาเหตุของปริมาณกำมะถันที่สูง อาจมาจากการปล่อยก๊าซที่มีส่วนผสมของกำมะถันจากการขนส่งสินค้าและการคมนาคมทางน้ำ ซึ่งปริมาณความเข้มข้นของกำมะถันสูงเมื่อรวมตัวกับความชื้นหรือน้ำฝนจะเกิดเป็นฝนกรด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของสิ่งมีชีวิตและการเสื่อมสภาพของโบราณสถานโดยตรง  ทั้งนี้คณะวิจัยกำลังทำการวิจัยในเชิงลึกต่อไป โดยการเก็บตัวอย่างชั้นดิน เพื่อศึกษารูปแบบของตะกอนดินและการสะสมตัวของมลพิษรวมทั้งโลหะหนักในชั้นดินบริเวณริมแม่น้ำ และด้วยความร่วมมือกับ Australian Nuclear Science and Technology Organization (ANSTO) ซึ่งนอกจากจะได้ข้อมูลที่เป็นหลักฐานพยานเชื่อมโยงถึงการเสื่อมสภาพของโบราณสถานแล้ว ลักษณะเฉพาะของแต่ละชั้นดินจะมีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดเพื่อขยายผลอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมย้อนไปในอดีต รวมถึงสามารถใช้ศึกษาความเชื่อมโยงของอารยธรรมโบราณจากยุคเกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรมของประเทศเรา นอกจากนั้น ข้อมูลการศึกษาเชิงลึกสามารถนำไปกำหนดนโยบายสำหรับการบรรทุกสินค้าและการคมนาคมที่จะผ่านบริเวณโบราณสถาน ทั้งนี้เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

            ปัจจุบันคนไทยมีความสนใจด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากขึ้น อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ถือว่าเป็นโอกาสดีที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) จะร่วมสร้างความรู้ ความเข้าใจและจิตสำนึกการอนุรักษ์โบราณสถานและวัฒนธรรมอันดีงามของชาตินี้ ให้ประชาชนอย่างเข้าถึงมากขึ้น รวมถึงรับรู้ถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไม่แพ้ด้านอื่นๆ 

 

 

Youtube :https://youtu.be/ONprt99QZ3M ช่อง NBT

              https://youtu.be/5utNpRXv8n4  ช่อง TNN

              https://youtu.be/KwCAaDQJxGc  ช่อง MCOT HD

 

  •   หลักสูตรฝึกอบรม
  •   ความร่วมมือ
  •   สื่อเผยแพร่
    • สื่อภาพและเสียง
    •   หนังสือส่งเสริมความรู้
    • รายงานประจำปี
    • TINT MAGAZINE
  •   ความรู้เรื่องนิวเคลียร์
  • ระบบติดตามงานลูกค้า
  •   สมัครงาน
  •   เยี่ยมชม สทน.
  •   สำหรับเจ้าหน้าที่
  • แผนผังเว็บไซต์
  • ระบบข้อร้องเรียน

LINE บริการลูกค้า (TINT CARE)

LINE TINTCARE

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ

 

InformationCenter

 

คู่มือสำหรับประชาชน

 

Guide Help book

 


สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) / Thailand Institute of Nuclear Technology (Public Organization)
9/9 หมู่ที่ 7 ต.ทรายมูล อ.องครักษ์ จ.นครนายก 26120 โทร. 0 2401 9889 โทรสาร. 037 392 913
Call Center: โทร. 0 2401 9885 หรือ 0 2401 9889 ต่อ 5995
Copyright 2012. All Right Reserved.