คนขับรถบรรทุกผู้ค้นพบความลับของระเบิดนิวเคลียร์
ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1946 จนปัจจุบันนี้ล่วงเลยมาหกสิบกว่าปี ประเทศต่างๆและสหรัฐเองก็ได้คิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม แต่ทว่ารายละเอียดทางด้านวิศวกรรมของระเบิดลูกแรกก็ยังถูกเก็บเป็นความลับของรัฐบาลสหรัฐอยู่ดี นักประวัติศาสตร์ได้พยายามแกะรอยว่าเจ้าระเบิดสองลูกแรกที่มีชื่อเล่นว่า Little Boy และ Fat Man นั้นมีรายละเีอียดกลไกอย่างไร แต่ว่าในความพยายามทั้งหมดนั้น ไม่มีครั้งไหนที่จะได้รายละเอียดถูกต้องและครบถ้วนเท่ากับการค้นคว้าของชายผู้หนึ่งผู้มีนามว่า จอห์น คอสเตอร์-มัลเลน (John Coster-Mullen) วัย61ปี ประกอบอาชีพคนขับรถบรรทุก เขาไม่เคยได้เรียนจบปริญญาจากที่ไหนเลย

ก่อนมาขับรถบรรทุก จอห์นทำงานมาแล้วหลายชนิด เช่นทำงานในร้านขายกล้อง ทำงานในบริษัทเครื่องผลิตกระดาษ เป็นช่างภาพให้โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆและในสตูดิโอถ่ายภาพ รวมไปถึงมีกิจการร้านถ่ายภาพเป็นของตัวเองด้วย เขาเคยพยายามทำแบบจำลองของโบสถ์ที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย Marquette ในเมือง Milwaukeeที่เขาอาศัยอยู่ โดยหวังว่ารายละเอียดที่เหมือนจริงของโบสถ์จำลองที่เขาประดิษฐ์ขึ้นจะดึงดูดความสนใจของบรรดาศิษย์เ่ก่าและศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัย แต่ปรากฏว่าโครงการล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อแบบจำลองขายแทบไม่ได้ แต่ว่าจากการสร้างแบบจำลองนี้เองที่จุดประกายความสนใจของจอห์นที่มีต่อการแกะรอยรายละเอียดของโครงสร้างที่แท้จริงของ Little Boy และ Fat Man ด้วยเขาหวังว่าแบบจำลองระเบิดจะขายได้ดีกว่าแบบจำลองโบสถ์!

ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2536 จอห์นได้ชักชวนลูกชายของเขาซึ่งในขณะนั้นมีอายุได้17ปี ให้เดินทางข้ามประเทศไปกับเขาเพื่อไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ปรมาณูแห่งชาติ (National Atomic Museum)ในรัฐนิวเม็กซิโก ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีกล่องที่เคยใช้บรรจุระเบิดนิวเคลียร์ Fat Man และ Little Boy อยู่ จอห์นได้เข้าไปทำการวัดขนาดของกล่องนี้อย่างละเอียดละออ และหลังจากนั้น เขากับลูกชายก็ได้เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อีกหลายแหล่งในสหรัฐเพื่อทำการวัดขนาดกล่องใส่ระเบิดสองลูกนี้ตามที่ต่างๆ จนสุดท้ายเขาก็ได้ข้อสรุปว่าขนาดของระเบิดที่แท้จริงนั้นไม่ตรงกับตัวเลขในหนังสือที่มีการตีพิมพ์ออกมาโดยนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ด้วยความอยากรู้ว่ามีข้อมูลอื่นๆที่นักประวัติศาสตร์ได้ตีพิมพ์ออกมามีความคลาดเคลื่อนมากเพียงใด จอห์นได้ทำการค้นคว้าโดยการไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นของนายทหารกองพัน509 ซืึ่งเป็นหน่วยที่รับภารกิจในการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นนั่นเอง นายทหารผู้เป็นหัวหน้ากองได้บอกกับเขาว่า "คุณต้องเอาจริงเอาจังกับการศึกษาเรื่องนี้อย่างมากที่สุด ไม่งั้นคุณก็เลิกทำมันไปเลย" และแน่นอน จอห์นเลือกที่จะศึกษาเรื่องระเบิดนิวเคลียร์อย่างเอาจริงเอาจัง

ในช่วงระยะเวลา10ปีจากวันแรกที่จอห์นเริ่มสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ เขาได้สำรวจตรวจดูรูปถ่ายที่รัฐบาลเก็บไว้ด้วยแว่นขยายอย่างถี่ถ้วน ตระเวนสัมภาษณ์ช่างเครื่องเกษียณอายุและนักวิทยาศาตร์และวิศวกรอีกมากมาย การที่เขาเคยเป็นช่างภาพให้หนังสือพิมพ์ฉบัับหนึ่ง ทำให้เขามีความละเอียดละออในการตรวจดูรายละเอียดของรูปถ่ายแต่ละรูป ในรูปถ่ายรูปหนึ่ง ถ่ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 เป็นรูปของนักวิทยาศาสตร์สองคนกำลังขนย้ายกล่องใบหนึ่งเข้าไปในเบาะหลังของรถยนต์ ในกล่องใบนั้นบรรจุ จอห์นเคยได้สัมภาษณ์ช่างเครื่องคนหนึ่งที่เคยวัดขนาดของจุกเสียบ(plug) ของส่วนที่เป็นแกนกลางระเบิด (physics package) ของFat Man ช่างเครื่องบอกว่าจุกเสียบน่าจะมีขนาดประมาณ 11-12นิ้ว และจุกนี้ถูกเสียบเข้าไปในอลูมิเนียมทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2ฟุตเป็นอย่างน้อย จอห์นต้องการจะรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องนี้คือจุกเสียบที่ว่าใช่หรือไม่ เขาจึงออกตามหารถยนต์รุ่นที่เห็นในภาพโดยการไปถามตามศูนย์ขายรถยนต์จนได้ความว่าน่าจะเป็นรถยี่ห้อplymouth รุ่นปี1942 หลายสัปดาห์หลังจากนั้น เขาและภรรยาขับรถผ่านงานแสดงโชว์รถเ่ก่าจึงแวะเข้าไปดู และพบรถยนต์รุ่นนี้อยู่ในงาน เขาเอารูปให้เจ้าของรถดูและขอวัดขนาดของประตูรถ เมื่อกลับบ้านมาวัดอัตราส่วนในรูป จอห์นจึงรู้ได้ว่าวัตถุที่อยู่ในกล่องนั้น ไม่ใช่จุกเสียบ เพราะกล่องนี้มีขนาดไม่เกิน10นิ้ว

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้จอห์นล่วงรู้ขนาดของชิ้นส่วนลูกระเบิดจากรูปถ่ายได้อย่างง่ายดายก็คืออุบัติเหตุที่ห้องทดลองในลอส อลามอส ที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อแฮร์รี่ ดาเกลียน (Harry Daghlian)ทำก้อนอิฐทังสเตนคาร์ไบด์ตกลงไปบนไส้ระเบิดนิวเคลียร์ทำให้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ในรายงานอุบัติเหตุมีรูปพลูโตเนียมทรงกลมที่มีขนาดเท่ากับก้อนพลูโตเนียมที่ใช้จริงใน Fat Boy อยู่ และที่ข้างๆของพลูโตเนียมในรูปนั้นก็มีไม้บรรทัดเพื่อบอกขนาดวางไว้ให้เรียบร้อย ทำให้จอห์นสามารถรู้ขนาดของพลูโตเนียมทรงกลมในระเบิด Fat Man ได้อย่างง่ายดาย

จอห์นค่อยๆเรียนรู้รายละเอียดของระเิบิดจากการไปตระเวนตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆและพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการแมนฮัตตัน บางครั้งเขาก็ได้ของขวัญมาจากคนพวกนี้ เช่นชิ้นส่วนของตัวสะท้อนนิวตรอนที่มีขนาดเท่าของตัวสะท้อนจริงในระเบิด Little Boy จากชิ้นส่วนเล็กๆขนาดหนึ่งนิ้ว จอห์นก็สามารถคำนวณรัศมีของแท่งทรงกระบอกของ Little Boy ได้จากความโค้งของตัวสะท้อนนั้น
หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลอยู่เป็นเวลากว่าสิบปี ในที่สุดจอห์นก็ตีพิมพ์หนังสือออกมาใช้ชื่อว่า "Atom Bombs" เป็นหนังสือที่บรรยายรายละเอียดของกลไกของระเิบิดนิวเคลียร์ไว้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการคาดคะเนขนาดที่ละเอียดถี่ถ้วน โดยหลายครั้งที่ข้อมูลที่จอห์นตีพิมพ์ออกมาก็ต่างไปจากข้อมูลที่เผยแพร่โดยรัฐบาล ทำให้หนังสือของเขาได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากคนที่ทำงานในสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเีคลียร์เช่นที่ สถาบันวิจัยลอส อลาโมส,ซานเดีย, โอ๊คริดจ์ รวมไปถึงกรมตำรวจของสหรัฐด้วย อดีตผู้อำนวยการของลอส อลาโมสได้ส่งจดหมายถึงจอห์นเชิญให้ไปพูดให้ความรู้แก่หน่วยรักษาความปลอดภัยว่าวิธีค้นคว้าของเขานั้นเป็นอย่างไร เพื่อที่หน่อยรักษาความปลอดภัยจะได้ป้องกันได้ถูกสำหรับความลับเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์อื่นๆ
ความพยายามของจอห์น คอสเตอร์-มัลเลนนั้นอาจถูกมองได้ว่าเป็นสิ่งอันตรายต่อมวลมนุษย์ที่คนธรรมดาไม่ได้เรียนมาสูงๆก็สามารถเรียนรู้กลไกของระเิบิดนิวเคลียร์ได้ หรือบางคนอาจจะมองว่ามันเป็นแค่งานอดิเรกของคนที่ชอบศึกษาของเก่าเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จอห์นหวังที่แท้จริงก็แค่เพียงที่จะค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริงจากเรื่องที่ถูกปกปิดเป็นความลับต่อสาธารณชนอย่างเช่นระเบิดนิวเคลียร์

จากบทความเรื่อง Atomic John, นิตยสาร New Yorker ฉบับวันที่ 15 ธ.ค. 2551
http://www.newyorker.com/reporting/2008/12/15/081215fa_fact_samuels


Nuclear Educational Project