รวบรวมข่าว "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน"

สุภาวดี มุกดาพันธ์, ขนิษฐา จันทโสม, สุรีย์ จารุจิตร
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ข่าวที่ 1

(สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ, วารสารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 42 เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2541)

การผลิตไฟฟ้าในสาธารณรัฐประชาชนจีน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลก ทั้งนี้เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม และจำนวนประชากรของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สูงถึง 1.23 พันล้านคน ซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าโดยเฉลี่ยมากกว่า 900 หน่วย (kWh) ต่อคนต่อปี ประกอบกับทรัพยากรพลังงาน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า อันได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้น ทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนมีความจำเป็นต้อง พัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอ เพื่อตอบสนองกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว และได้กลายเป็นประเทศเป้าหมายอันดับหนึ่ง สำหรับการลงทุนในด้านการก่อสร้าง และการบริการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศฝรั่งเศส แคนาดา รัสเซีย และอเมริกา ทั้งนี้สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ตั้งเป้าหมายว่ากำลังผลิต จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 20,000 เมกะวัตต์ ในปี ค.ศ. 2010 และจะขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 เมกะวัตต์ ในปี ค.ศ. 2020

ความเป็นมาของการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากโครงสร้างการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปลายปี ค.ศ. 1997 ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 60 ของกำลังการผลิตรวม 254,000 เมกะวัตต์ จะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง และมีประสิทธิภาพในการผลิตค่อนข้างต่ำ ตลอดจนสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม อันนำมาซึ่งปัญหาฝนกรด (Acid rain) และภาวะเรือนกระจก (Green house effect) ประกอบกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบกับปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้าชนิดอื่นๆด้วย เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน เป็นต้น มาทดแทน ในขณะที่ปริมาณถ่านหิน กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เล็งเห็นถึง ความจำเป็นที่ต้องพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ์เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าภายในประเทศให้เพียงพอ

ในปัจจุบันความต้องการในการผลิตไฟฟ้า โดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ เป็นเชื้อเพลิงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในขณะนี้สาธารณรัฐประชาชนจีน มีเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งหมด 3 เครื่อง ตั้งอยู่ที่มณฑล Qinshan และมณฑล Daya Bay มีกำลังการผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 8 เครื่อง โดยมีกำลังการผลิตรวม 6,600 เมกะวัตต์

สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เริ่มให้ความสนใจ และก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่มณฑล Qinshan (ระยะที่ 1) ในจังหวัด Zhejiang ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1985 โดยได้นำเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูความดันน้ำ (Pressurised Water Reactor – PWR) แบบ Light Water มาทดลองใช้เป็นครั้งแรก มีขนาด 300 เมกะวัตต์ โดยใช้เทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการออกแบบเองทั้งหมด การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ได้แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1992 ปัจจุบันมีกำลังการผลิตมากกว่า 2 พันล้านหน่วย (billion kWh) ต่อปี แต่เนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีขีดจำกัดในเรื่องเทคโนโลยี จึงได้นำเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส แคนาดา รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา เข้ามาพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อให้การผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ และทันสมัยมากขึ้น

การนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

1. การเปิดรับเทคโนโลยีจากประเทศฝรั่งเศส

สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เริ่มนำเทคโนโลยีจากประเทศฝรั่งเศส เข้ามาพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นครั้งแรก โดยได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือจากบริษัท Framatome ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูรายใหญ่ และบริษัท Electricite/ de France (EdF) ของประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1988 ทั้งนี้ได้มีการลงนามในข้อตกลงกับบริษัท Framatome ให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูความดันน้ำ (PWR) ขนาด 985 เมกะวัตต์ ที่มณฑล Daya Bay ในจังหวัด Guangdong โดยบริษัท Electricite/ de France (EdF) ทำหน้าที่ถ่ายทอดและอบรมเทคโนโลยีในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ให้กับวิศวกรของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ ภายหลังจากการผ่านฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว ในเวลาต่อมาการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มณฑล Daya Bay ได้ดำเนินการก่อสร้างโดยใช้วิศวกร ของสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งหมด

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1995 บริษัท China Guangdong Nuclear Power Company ของสาธารณรัฐประชาชนจีนและบริษัท Framatome ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูความดันน้ำ (PWR) ขนาด 985 เมกะวัตต์อีกแห่งหนึ่ง ที่มณฑล Ling Ao ใกล้กับมณฑล Daya Bay และต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1996 ก็ได้มีการขยายความร่วมมือ โดยก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูความดันน้ำ (PWR) ขนาด 600 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง โดยใช้เทคโนโลยีของประเทศฝรั่งเศสในการออกแบบทั้งหมด ที่มณฑล Qinshan (ระยะที่ 2) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2003

2. การเปิดรับเทคโนโลยีจากประเทศแคนาดา

ในปี ค.ศ. 1994 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้นำเทคโนโลยี การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศแคนาดามาใช้ โดยเป็นเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูความดันน้ำแบบ Heavy Water เรียกว่า PHWR (Pressurised Heavy Water Reactor) หรือ CANDU (Canada Deuterium National Uranium) ซึ่งออกแบบโดยบริษัท Atomic Energy of Canada Limited (AECL) ของประเทศแคนาดา เครื่องปฏิมากรแบบ CANDU นี้พัฒนาขึ้นมาจากเครื่องปฏิกรณ์แบบ PWR โดยข้อดีที่สำคัญของเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ CANDU มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องปรมาณูแบบ PWR คือ

  • มีการออกแบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และควบคุมด้วยการผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ จึงมีความถูกต้องมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ PWR นอกจากนี้การตรวจสอบการทำงานในการผลิตไฟฟ้า ก็สามารถทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น
  • เป็นเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูง ด้วยต้อนทุนในการดำเนินการต่ำ และใช้เวลาในการก่อสร้างน้อยกว่าเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ PWR
  • มีความปลอดภัยมากกว่าเนื่องจากมีระบบ Safety Shutdown System ที่มีความสามารถสูง

จากข้อดีของเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ CANDU ดังกล่าว สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้ลงนามกับบริษัท Atomic Energy of Canada Limited (AECL) ในปี ค.ศ. 1994 เพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูความดันน้ำแบบ CANDU ขนาด 700 เมกะวัตต์ ที่มณฑล Oinshan (ระยะที่ 3) ในจังหวัด Ahejiang โครงการนี้นับว่าเป็นโครงการแรกที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบ CANDU และส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก

3. การเปิดรับเทคโนโลยีจากประเทศรัฐเซีย

นอกจากเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูความดันน้ำ แบบ PWR และ CANDU แล้ว สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ศึกษาและนำเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ Light Water ของประเทศรัฐเซีย ซึ่งเรียกว่า VVER-1000 มาพัฒนาศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้า จากพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศตนเองให้สูงขึ้น โดยได้ลงนามในข้อตกลงกับประเทศรัสเซีย เพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ VVER-1000 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งนับว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ เป็นเชื้อเพลิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่สาธารรณรัฐประชาชนคนเคยสร้างมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ เพื่อรองรับกับการขยายตัวของ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเขตเศรษฐกิจ ทั้งนี้จะก่อสร้างใกล้กับท่าเรือของมณฑล Lianyungang จังหวัด Jiangsu ซึ่งถ้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้แล้วเสร็จ ก็จะทำให้การผลิต กระแสไฟฟ้ามีปริมาณมากเพียงพอ ซึ่งจะสามารถรองรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเมือง Lianyungang ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4. การเปิดรับเทคโนโลยีจากประเทศสหรัฐอเมริกา

ในเดือน ตุลาคม ศ.ศ. 1997 สหรัฐอเมริกาได้ตกลงที่จะให้ความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ภายหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนตกลงที่จะไม่ให้ความช่วยเหลือ กับประเทศอิหร่าน ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยในการนี้สหรัฐอเมริกาได้เสนอเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ ABWR (Advanced Boiling Water Reactor) ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบใหม่ที่ทันสมัยและมีการควบคุม การทำงานง่ายกว่า เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ PWR ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย จากต่างประเทศ มาพัฒนาโครงไฟฟ้านิวเคลียร์

บทสรุป

จะเห็นได้ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็สืบเนื่องมาจากทรัพยากร พลังงานซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าอาทิเช่น ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ และน้ำมันมีไม่เพียงพอ ประกอบกับการขยายตัว ของความต้องการใช้ไฟฟ้าตามการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เล็งเห็นถึงความจำเป็น ที่จะต้องพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศให้เพียงพอ โดยได้พยายามยึดนโยบายการพึ่งพาตนเอง และหาแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านนี้ให้รุดหน้า มีความทันสมัยและก่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความรู้ในด้านการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นจึงได้เปิดรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศฝรั่งเศส แคนาดา รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา และได้เน้นถึงการถ่ายทอดและอบรมเทคโนโลยีให้กับวิศวกรชาวจีน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้เองในอนาคต

สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ให้ความสำคัญ ต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างมาก โดยได้ตั้งเป้าหมายว่าการผลิต ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิง จะเพิ่มขึ้นจาก 2,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็น 20,000 เมกะวัตต์ในปี ค.ศ. 2010 และเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 เมกะวัตต์ในปี ค.ศ. 2020 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญ จากประเทศชั้นนำด้านพลังงานนิวเคลียร์ ยังกังวลใจก็คือความชำนาญการ และความสามารถในการรับการถ่ายทอด เทคโนโลยีด้านพลังงานนิวเคลียร์ จากต่างประเทศของวิศวกรชาวจีนยังไม่เพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ต่อการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต


ข่าวที่ 2: จีนพร้อมรับ 6 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ AP1000

(NPPDO, http://www.nppdo.go.th/node/20)

จีนเดินหน้าสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มอีก 3 แห่ง โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ AP1000 เป็นครั้งแรก หลังได้รับมอบเทคโนโลยีจากเวสติ้งเฮ้าส์ตัวแทนจำหน่ายเครื่องปฏิกรณ์ นิวเคลียร์จากสหรัฐฯ ร่วมกับบริษัทหุ้นส่วน ชอว์ (Shaw) สร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 เครื่องในจีน ที่เมืองซานเหมิน (Sanmen) และ เมืองไฮ่หยาง (Haiyang) โดยการสร้างโรงไฟฟ้าฯใหม่นี้เป็นการก่อสร้างโดยอิสระครั้งแรกหลังจากการส่ง มอบเทคโนโลยี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ได้ทำไว้กับเวสติ้งเฮ้าส์ นอกจากนั้นโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งยังเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของ จีนที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนชายฝั่ง

เมืองเผิงเจ๋อในอนาคต

ทำเลในการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าได้แก่ เมืองเซียนหนิงในมณฑลหูเป่ย เมืองเถาฮวาเจียงในมณฑลหูหนาน และเมืองเผิงเจ๋อในมณฑลเจียงซี การการสร้างทั้งหมดได้รับการอนุมัติตลอดการดำเนินการ ตั้งแต่การออกแบบขั้นสุดท้าย การเริ่มต้นก่อสร้าง เช่นการเคลียร์พื้นที่การก่อสร้าง สำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งสองแห่งแรก การก่อสร้างหลักๆ ของทั้งสามแห่งถูกกำหนดให้เริ่มต้นในช่วงเดียวกันนี้ของปีหน้า พร้อมกับการดำเนินการเชิงพาณิชย์ตามมาในช่วงปี 2015 ทั้งนี้ในการก่อสร้างแต่ละแห่งที่ใช้เครื่อง AP1000 อย่างน้อยสองเครื่อง

การก่อสร้างแต่ละแห่งจะดำเนินการโดยบริษัทของจีนเอง โดยการก่อสร้างที่เมืองเซียนหนิงดำเนินการโดยบริษัท China Guangdong Nuclear เมืองเถาฮวาเจียงโดยบริษัท China National Nuclear และ เมืองเผิงเจ๋อโดย China Power Investment Corporation

การโอนกรรมสิทธิ์เทคโนโลยี AP1000 ถูกดำเนินการโดย State Nuclear Power Technology Corporation ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำในการดำเนินการด้านวิศวกรรมเครื่อง AP1000

สายการผลิตนิวเคลียร์

จีนได้พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของตนเอง และนำเข้าส่วนประกอบหลายประเภทจากผู้แทนจำหน่ายนานาชาติ ขณะนี้จีนให้ความสำคัญกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 รูปแบบที่สร้างขึ้นเพื่อการใช้งานในปริมาณมาก นั่นคือ เครื่องCPR-1000 ซึ่งพัฒนามาจากเครื่อง French 900 MWe-class ที่นำมาเข้ามาในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และเครื่อง AP1000

ตามแผนที่กำหนดไว้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นด้วยความ เร็วเป็นทวีคูณเพื่อให้ได้พลังงานนิวเคลียร์มากกว่า 60 GWe ในปี 2020 และให้ได้มากเท่ากับ 120-160 GWe ในปี 2030 ความสำเร็จนี้จะทำให้จีนกลายเป็นผู้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดของโลก

การดำเนินโครงการ CPR-1000 อย่างต่อเนื่องทำให้ปริมาณการทำงานด้านวิศวกรรมของท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์ของส่วนประกอบต่างๆของโรงงานไฟฟ้ามาจากโรงงานของจีนเอง ส่วนเครื่อง AP1000 มีก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน และจีนติดตั้งเครื่องมือด้านนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วเพื่อให้สามารถผลิตชิ้น ส่วนขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดสายการผลิตนิวเคลียร์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์


ข่าวที่ 3: จีนพร้อมเป็นพี่เลี้ยง ‘รัฐไทย’ ผุดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง

(ผู้จัดการรายสัปดาห์, 29 พฤษภาคม 2551)

จีนก้าวหน้าผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากผู้ว่าจ้างสู่ผู้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยตัวเอง จนปัจจุบันมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 10 โรง ตั้งเป้ามี 40 โรงในอีก 15 ปี จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากฝรั่งเศส-อังกฤษ-สวีเดน ‘สทน.’เผยจีนพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้ไทยในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำรองรับ แพทย์เผยมั่นใจปลอดภัย เตือนระวังเวียดนามแซง!

ข่าวการขึ้นราคาน้ำมันเกือบทุกวัน และมีแนวโน้มพุ่งไม่หยุดเวลานี้ ได้สร้างความชอกช้ำใจทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง และประชาชนผู้บริโภคทุกระดับ ถึงเวลาหรือยังที่ไทยควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของ การใช้พลังงาน ซึ่งจีนอาจเป็นคำตอบสำคัญในการตัดสินใจของรัฐบาลไทย

สทน. เซ็น MOU ร่วมมือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ผศ.ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.กล่าวว่าการนำก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้ากว่า 70% ของไทยในปัจจุบัน จะทำให้ในอีกไม่เกิน 20-30 ปี ก๊าซธรรมชาติที่ขุดได้ในอ่าวไทยจะหมดลง และราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุดนี้ อาจทำให้ประเทศไทยเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานขั้นรุนแรง จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดถึงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงาน นิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2551 ที่ผ่านมา สทน.ได้ไปลงนาม MOU ร่วมกับ CHINA NUCLEAR POWER TECHNOLOGY RESEARCH INSTITUTE (CNPRI) เพื่อแลกเปลี่ยนด้านความรู้และได้เดินทางไปดูงานเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ที่ DAYA bay, China Guangdong Nuclear Power Holding Co.ด้วย

จากการศึกษาและดูงานพบว่า ขณะนี้ประเทศจีน มีความก้าวหน้าในเรื่องของการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างมาก และในอนาคตอันใกล้นี้จีนจะเป็นประเทศที่สามารถผลิตโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ด้วยตัวเอง 100% และกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เต็มตัว โดยในการเซ็นสัญญาครั้งนี้ จีนรับปากว่าหากประเทศไทยจะดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมา จีนยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้ไทยด้วย ทั้งการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ และการวิจัยสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

โดยจีนได้เริ่มสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่อ่าวดาหยา โดยกู้เงินจากฮ่องกง และขอความร่วมมือกับประเทศฝรั่งเศสช่วยเหลือในด้านเทคโนโลยีที่ขณะนี้ถือว่า เป็นเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ดีที่สุดในโลก โดยหลักๆ แล้วในส่วนของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จีนได้เลือกใช้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ แห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ขณะที่ระบบเทอร์บายของโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาใช้นั้น จีนใช้เทคโนโลยีของอังกฤษและสวีเดนที่มีความเชี่ยวชาญเช่นกัน

ผันร่างสู่ผู้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ข้อที่น่าศึกษาจากจีนคือ แม้จีนจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของต่างประเทศ แต่จีนได้กำหนดให้ประเทศนั้นๆ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้จีนด้วย โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1-2 โรงแรกจีนพึ่งพาเทคโนโลยีจากฝรั่งเศส 100% จากนั้นโรงที่ 3-4 ฝรั่งเศสได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้จีน 30% โรงที่ 5 ถ่ายทอด 50% โรงที่ 6 ถ่ายทอด 70% ปัจจุบันถือว่าจีนได้ดูดซับความรู้ด้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กว่า 90% แล้ว

นอกจากนี้จีนยังได้สร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ได้มาตรฐานของตัวเอง ขึ้นมาแล้วด้วย ในชื่อว่า CNR 1000 (China Nuclear Reactor) ซึ่งกำลังจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยตัวเองเป็นแห่งแรกที่โรงงานฮองยันฮี อ่าวดาหยา ขนาด 1,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งเมื่อสร้างสำเร็จ จะถือว่าจีนมีความสามารถในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ 100%

นอกจากเทคโนโลยีการสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จีนยังพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขึ้นมาใหม่ เพื่อนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นในการนำมาสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเองด้วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกลง และทำได้รวดเร็วขึ้น โดยตามแผนนั้นการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 โรงจะต้องใช้เวลา 10 ปี แต่เนื่องจากจีนมีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะรัฐบาลจีนที่เอาจริงเอาจัง ประกอบกับการที่จีนได้พัฒนาอุตสาหกรรมท้ายน้ำรองรับหมดแล้ว ทำให้จีนสามารถผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ในระยะเพียง 6-7 ปีเท่านั้น

ปัจจุบันจีนจึงมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 10 โรงทั่วประเทศ และมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าปีละ 2 โรงทุกปี ซึ่งตั้งเป้าว่าภายใน 15 ปี จีนจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศ 40 โรง

โดยแต่ละโรงไฟฟ้าจะมีมูลค่าในการก่อสร้าง โรงละประมาณ 8 หมื่นถึงหนึ่งแสนบาท เป็นโรงไฟฟ้าขนาด 1,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัยแล้วถือว่าสูงมากเพราะ 1 ใน 4 ของการลงทุนคือ 25% จะเป็นการวางระบบรักษาความปลอดภัย จะมีการควบคุมโดยอัตโนมัตทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนความร้อนสูง ขั้นตอนรังสี และขั้นตอนของแก๊สที่เริ่มสูง

“ระบบทั้งหมดของจีน ถือว่าเป็นระบบที่ได้มาตรฐาน เพราะส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ทั้งฝรั่งเศส อเมริกา ออสเตเลีย ฯลฯ ซึ่งต้องเป็นมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจาก ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างเทศ หรือ IAEA(International Atomic Energy Agency) ซึ่งไทยเราอยู่ในวิสัยที่ตามจีนได้”

ในการเซ็นสัญญาดังกล่าวทางสถาบันฯ ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะดึงประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์เพื่อ คนไทยให้ได้ ขณะนี้เมืองไทยเองได้มีการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อยู่แล้วขนาด 2 เมกกะวัตต์ ซึ่งได้มีการใช้ตั้งแต่ปี 2505 ถือว่า 46 ปีที่ผ่านมาได้ใช้ประโยชน์จากนิวเคลียร์ในด้านอื่นๆ เช่น ใช้ทางการแพทย์ ใช้ฉายแสงให้ผลไม้ไทยไม่มีแมลง และไม่เน่าเสีย และฉายในพลอย ทำให้พลอยมีสีเข้มขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์มาก แต่เมืองไทยยังไม่มีการนำนิวเคลียร์มาใช้เพื่อการสร้างไฟฟ้า

ทั้งนี้ประเทศไทยมีแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ตั้งเป้าไว้ว่าอีก 12 ปีจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ได้ 4 โรงในไทย โรงละ 1,000 เมกกะวัตต์ ทั้งนี้ต้องรอดูว่าในปี 2553 รัฐบาลขณะนั้นจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างไร หากตัดสินใจว่าจะสร้าง ก็จะใช้เวลาเลือกผู้รับเหมาอีก 2 ปี (2554-2555) สร้าง 6-7 ปี (2562-2563) คนไทยก็จะมีโรงไฟฟ้าใช้เป็นแห่งแรก ซึ่งจีนใช้เวลาคืนทุนแค่ 10 ปี เท่านั้น

“ปี 1979 จีนเริ่มคิดจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งขณะนั้นจีนยังยากจนอยู่มาก แต่วิสัยทัศน์กว้างไกล ทำให้จีนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 10แห่งในขณะนี้ และกำลังจะสร้างต่อไป เพื่อเป็นพลังงานที่สำคัญของประเทศ”

ทั้งนี้จีนยินดีจะช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ประเทศไทย เนื่องจากความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของไทยและจีน ทั้งด้านวิศวกรรม นิวเคลียร์ฟิสิกส์ นิวเคลียร์เคมี วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ และคำแนะนำการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนในประเทศไทย โดยทั้งวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมทั้งชิ้นส่วนด้านการไฟฟ้าทั้งหมด เช่นสายทองแดง ฉนวนห่อหุ้ม ฯลฯ ที่จะต้องใช้คุณภาพระดับสูงที่สามารถนำมาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้

แพทย์ย้ำมั่นใจความปลอดภัย

ด้าน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และได้เดินทางไปดูงานครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า ในฐานะแพทย์ตนเห็นว่าเทคโนโลยีที่จีนนำมาใช้ในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีความปลอดภัยมาก เป็นเทคโนโลยีแบบปิด ส่วนใหญ่สร้างริมทะเล ไม่มีการระเหยขึ้นสู่อากาศ

“ในระบบปิด ใช้สารยูเรเนียมสร้างความร้อนจากปฏิกิริยาไปต้มน้ำผ่านตัวน้ำโดยใช้น้ำ คือให้ถ่ายทอดความร้อนจากน้ำหนึ่ง ไปอีกน้ำหนึ่งซึ่งไม่ปนกับน้ำที่กลายเป็นไอ เมื่อนำไปหมุนตัวเทอร์บายก็จะเกิดพลังงานหมุนเวียนขึ้น”

ดังนั้นหากไทยไม่เริ่มต้นที่จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ในอนาคตจะเสียโอกาสมาก รวมทั้งขณะนี้เวียดนามได้ลงนามกับญี่ปุ่นในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ แล้ว ในอนาคตไม่เกิน 10 ปีก็จะสร้างเสร็จ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดการย้ายฐานการลงทุนของนักลงทุนที่มาสร้างโรงงาน ในไทย และที่กำลังจะมาหันไปใช้เวียดนามเป็นฐานกำลังการผลิตในสินค้าอุตสาหกรรมแทน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น แม้กระทั่งเวียดนาม ไทยก็ไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว


ข่าวที่ 4: อ. เซียงถาน มณฑลหูหนาน ทุ่ม 60,000 ล้านหยวนสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

(ThaiBizChina, http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?SECTION_ID=459)

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2552 China Huadian Corporation และรัฐบาลเซียงถานได้เซ็นสัญญาความร่วมมือก่อสร้างโรง งานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่พื้นที่ซาจิ้งหลิงของ ต.ไป๋สือ อ.เซียงถาน ของมณฑลหูหนาน โดยจะใช้งบประมาณก่อสร้างสูงถึง 60,000 ล้านหยวน

ปัจจุบันโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เซียงถานกำลังอยู่ในช่วงทำการศึกษาวิจัย โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือน ก.ย. 2553 และจะส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับคณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนามณฑลหูหนานใน เดือน ต.ค. 2553 ทั้งนี้ เซียงถานจะมีโอกาสบุกเบิกการใช้พลังงานใหม่ รวมทั้งยังจะสามารถพัฒนาส่งเสริมการสร้างสรรค์ “สังคมในรูปแบบการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม” อีกด้วย

นายหยู อ้ายกว๋อ นายกเทศมนตรีเมืองเซียงถานกล่าวว่า พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นพลังงานใหม่ที่ปลอดภัย ประหยัด และสะอาด โดยเมืองเซียงถานเป็นเมืองสำคัญที่มีการสร้างสรรค์ “สังคมในรูปแบบการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม” ขณะเดียวกัน ก็มีอุปสงค์ของการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่เมืองเซียงถานจะสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ นั้น นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตพลังงานใหม่ที่สำคัญของมณฑลหูหนานแล้ว โรงงานดังกล่าวยังสามารถช่วยพัฒนาระบบโครงสร้างพลังงานในเมืองให้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของเซียงถานให้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้นด้วย


สรุป

การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์ในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการใช้พลังงานทดแทน(ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน )มากขึ้นเรื่อย ๆ ให้พลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติลดน้อยลงจึงทำต้องมีการใช้ทรัพยากรณ์เหล่านี้อย่างจำกัด และในปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและให้ประโยชน์มหาศาลทั้งเป็นพลังงานที่สะอาดอีกด้วย จีนเป็นประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญของพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากการเจริญเติบโตในภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงประชากรในประเทศที่มีมากกว่า 1.23 พันล้านคนและ จึงทำให้มีความต้องการในการใชัไฟฟ้าสูง จีนจึงได้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพียงพอกับจำนวนประชากรภายในประเทศ ในปัจจุบันจีนได้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว 10 โรงทั่วประเทศ และมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าปีละ 2 โรงทุกปี ซึ่งตั้งเป้าว่าภายใน 15 ปี จีนจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศ 40 โรง ซึ่งจีนได้เปิดรับเทคโนโลยีจากหลายหลายประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศฝรั่งเศส แคนาดา รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ได้เน้นถึงการถ่ายทอดและอบรมเทคโนโลยีให้กับวิศวกรชาวจีน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้เองในอนาคต ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 4 แห่งด้วยกัน ทั้งนี้ต้องรอดูว่าในอนาคต รัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างไร หากตัดสินใจว่าจะสร้าง ก็จะใช้เวลา 6-7 ปี ในการสร้าง โดยมีจีนรับเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ไทยทั้งด้านวิศวกรรม นิวเคลียร์ฟิสิกส์ นิวเคลียร์เคมี วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ และคำแนะนำการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนในประเทศไทยเอง


การฝึกงานภาคฤดูร้อน สทน. ฟิสิกส์ 2553
Nuclear Educational Project