การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์
การตรวจสอบโดยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสี

การตรวจสอบชิ้นส่วนวัสดุผลิตภัณฑ์ งานสร้างประกอบ งานซ่อมบำรุง รวมถึงการศึกษาวิจัย ปรับปรุงขบวนการผลิต โดยมุ่งเน้นการควบคุมการประกันคุณภาพในกิจการต่าง ๆ ทางอุตสาหกรรมนั้น สามารถแบ่งลักษณะการตรวจสอบ หรือทดสอบออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. การตรวจสอบโดยวิธีทำลาย โดยนำชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์มาผ่านกระบวนการทดสอบด้วยวิธีการดึง ดัดโค้ง อัดกระแทก เพื่อหามาตรฐานข้อมูลเกณฑ์เฉลี่ยประกอบการประเมินผลในการประกันคุณภาพทางวิศวกรรม หลังจากชิ้นงานผ่านการทดสอบแล้ว ชิ้นงานทดสอบจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ไม่สามารถนำชิ้นทดสอบนั้นกลับมาใช้งานได้อีก
  2. การตรวจสอบโดยวิธีไม่ทำลาย เป็นกระบวนการทดสอบหรือตรวจสอบ ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ในวงการอุตสาหกรรม เช่น การตรวจสอบสิ่งบกพร่องที่ผิว การตรวจสอบโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (ทางการแพทย์เรียกว่าอัลตราซาวนด์) และการตรวจสอบโดยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสีซึ่งมักจะเรียกว่า "เอกซเรย์" โดยที่วิธีตรวจด้วยคลื่นเสียง และถ่ายภาพด้วยรังสี มีข้อเด่นก็คือ สามารถตรวจสอบโครงสร้างทั้งภายนอกและในชิ้นงาน อันไม่ทำให้เกิดความชำรุดเสียหายกับชิ้นงานที่นำมาตรวจสอบแต่ประการใด
หลักการถ่ายภาพด้วยรังสีทางการแพทย์
หลักการถ่ายภาพด้วยรังสีทางอุตสาหกรรม
การตรวจสอบโดยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสี ถูกประยุกต์นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทางอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประกอบโครงสร้าง วินิจฉัยเพื่อการซ่อมบำรุงส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น อากาศยาน ยานพาหนะทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพ และเพิ่มความเชื่อมั่น ความปลอดภัยต่อสาธารณชนอีกด้วย
ชิ้นงานที่นำมาตรวจสอบ
ฟิล์มภาพถ่ายทางรังสี

การตรวจสอบโดยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสีทางอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ

  1. แหล่งกำเนิดรังสีได้แก่รังสีเอกซ์หรือรังสีแกมมา
  2. ส่วนบันทึกหรือแสดงผลได้แก่ฟิล์มขาว-ดำ
  3. เทคนิคที่ทำให้ฟิล์มภาพถ่ายคมชัดหรือมีคุณภาพดี

หลักการทำงานโดยสังเขปของการถ่ายภาพด้วยรังสี อาศัยหลักการเดียวกับการฉายรังสีอวัยวะต่าง ๆ ทางการแพทย์ เพียงแต่เปลี่ยนจากการฉายรังสีที่อวัยวะ มาฉายรังสีที่ชิ้นงานวัสดุภัณฑ์แทน ปริมาณรังสีที่ส่งผ่านชิ้นงานไปได้ จะถูกส่งไปบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มฟิล์มขาว-ดำ ซึ่งเคลือบสารไวแสงเอาไว้ โดยที่แผ่นฟิล์มจะบรรจุอยู่ในซองทึบแสง (แสงไม่-สามารถผ่านทะลุได้) เหตุก็เพราะต้องการให้ฟิล์มได้รับรังสีเพียงอย่างเดียว เมื่อนำฟิล์มไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์มในห้องมืด จะปรากฏภาพบนแผ่นฟิล์มแบบเนกาทิฟ (negative) หรือเป็นภาพในฟิล์มเป็นสีตรงกันข้ามกับวัตถุจริง ผลที่ได้จากฟิล์ม จะถูกนำไปวินิจฉัย พอจะสรุปได้ว่า พื้นที่ของเนื้อวัสดุที่มีความหนามาก ๆ รังสีจะถูกบันทึกลงบนฟิล์มน้อย เมื่อนำฟิล์มไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม จะเห็นเป็นภาพขาว หรือฟิล์มมีลักษณะใส ๆ ในทางกลับกันหากรังสีฉายผ่านส่วนบาง ๆ รังสีจะถูกเก็บบันทึกบนฟิล์ม เป็นจำนวนที่มากกว่าจึงทำให้ฟิล์มดำกว่า

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าแหล่งกำเนิดรังสีที่ใช้ในการถ่ายภาพด้วยรังสีมาจาก 2 แหล่งกำเนิด อยู่ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกับแสงสว่าง คลื่นวิทยุ มีอำนาจในการทะลุทะลวงผ่านวัสดุได้

แหล่งแรก ได้แก่ แหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์ซึ่งผลิตได้โดยการป้อนไฟฟ้าแรงดันสูง ๆ (หนึ่งแสน โวลต์ขึ้นไป) ให้กับหลอดผลิตรังสี (X-ray tube)จึงจำเป็นจะต้องมีแหล่งผลิตจ่ายไฟฟ้าประกอบด้วย

แหล่งที่สอง คือ วัสดุกัมมันตภาพรังสีที่ปล่อยรังสีออกมาจากตัวเองได้ เรียกว่าต้นกำเนิดรังสีแกมมา (g-rays) เช่น ต้นกำเนิดรังสีอิริเดียม-192 ต้นกำเนิดรังสีโคบอลต์-60

ข้อดี-ข้อจำกัด ของรังสีเอกซ์และรังสีแกมมา

ข้อดี คือ สามารถฉายรังสีทะลุผ่านวัสดุทึบแสงได้ทุกชนิด โดยเก็บบันทึกเป็นภาพถาวรบนฟิล์มได้

ข้อจำกัด คือ ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากรังสี

การบริการตรวจสอบด้วยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสีและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบโดยไม่ทำลาย

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ให้บริการตรวจสอบชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทางอุตสาหกรรมด้วยรังสี ทั้งรังสีเอกซ์และรังสีแกมมา (อิริเดียม-192 โคบอลต์-60) ให้กับหน่วยงานทั่วไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ได้จัดฝึกอบรมเผยแพร่เทคโนโลยี โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบโดยไม่ทำลาย 4-5 ครั้งต่อปี เพื่อเสริมสร้างบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน เท่าเทียมกันในวงการอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยมีหลักสูตรดังนี้
  • หลักสูตรการตรวจสอบโดยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสีระดับ 1, 2
  • หลักสูตรการตรวจสอบด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงระดับ 1, 2
  • หลักสูตรการตรวจสอบสิ่งบกพร่องที่ผิวระดับ 1, 2 (การตรวจสอบด้วยสารแทรกซึมและอนุภาคแม่เหล็ก)
สนใจติดต่อขอข้อมูลการตรวจสอบโดยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสีได้ที่
ศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์
โทร. 02 579 5230 ต่อ 6111 หรือ 6112