X-Ray Diffraction

การเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ในการศึกษาโครงสร้างของผลึก ความเครียดของโลหะ ขนาดของอนุภาคและการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ซึ่งในผลึกแต่ละชนิดมีขนาดของหน่วยเซลล์ไม่เท่ากันและประกอบด้วยสารที่แตกต่างกัน แพทเทอร์นการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมุมของการเลี้ยวเบนกับความเข้มสัมพัทธ์ของพีค
การเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ ที่มีความยาวคลื่นใกล้เคียงกับขนาดของหน่วยเซลล์ คือมีขนาดตั้งแต่ประมาณ 0.1-100 อังสตรอม จึงสามารถเลี้ยวเบนได้ดีจากผลึก เช่นเดียวกับแสงที่สามารถเลี้ยวเบนจากดิฟแฟรคชั่นเกรตติ้ง

จากภาพจะพบว่ารังสีขนานตกลงบนผลึกที่จุด A และ B ตามลำดับโดยทำมุม qกับระนาบของผลึก การเลี้ยวเบนของรังสีจะเกิดขึ้นเมื่อระยะทางที่รังสีเอ็กซ์1 และ2เดินทางต่างกันเป็นจำนวนเท่าของความยาวคลื่น จะได้ว่า

โดยกฏข้อนี้เรียกว่ากฏของแบรกก์( Braggs law) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ถ้ารังสีเอ็กซ์ตกกระทบมีความยาวคลื่นที่คงที่แล้ว มุมของการเลี้ยวเบนรังสีเอ็กซ์จะเกิดขึ้นกับระยะห่างระหว่างระนาบของผลึก
ขั้นตอนการวิเคราะห์ตัวอย่าง
1. การเตรียมตัวอย่าง ต้องนำตัวอย่างมาบดให้ละเอียดเป็นผง บรรจุลงในเพลท

2. นำเข้าเครื่อง Diffractometer ในขั้นตอนนี้เราสามารถที่จะกำหนดเวลาในการตรวจวัดความเข้มของรังสีเลี้ยวเบน
จากนั้นจะได้ข้อมูลตำแหน่งมุมที่เกิดการเลี้ยวเบนและค่าความเข้มสัมพัทธ์ของเส้นการเลี้ยวเบน

3. นำมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมEVA จะเปรียบเทียบกับแพทเทอร์นมาตรฐานที่เก็บรวบรวมไว้แลัวสามารถจำแนกชนิดของสารประกอบนั้นได้

ภาพแสดงผลของการวิเคราะห์ตัวอย่าง
ซึ่งจากการวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้ค่อนข้างรวดเร็วและถูกต้อง สามารถนำไปใช้ประโยชน้ได้หลายกรณี อาทิเช่น ทางการแพทย์ ใช้จำแนกชนิดของนิ่วในไต สะดวกในการบำบัด โบราณคดี ใช้จำแนกสีเก่าออกจากสีใหม่ ทางเภสัชกรรม ใช้วิเคราะห์ส่วนประกอบของยา นอกจากนี้ยังใช้ในงานอุตสาหกรรมหลายอย่าง ( อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมเซรามิกส์ อุตสาหกรรมโลหะ อุตสาหกรรมสี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ฯลฯ )



